วันเข้าพรรษา
 
     
  วันเข้าพรรษา  
  วันแรม ๑ คํ่า เดือน ๘ วันเข้าพรรษา และวันเข้าพรรษากำหนดเป็น ๒ ระยะคือ ๑.ปุริมพรรษา ๒.และปัจฉิมพรรษา  
     
  ๑.ปุริมพรรษา  
  ปุริมพรรษา คือวันเข้าพรรษาต้น ตรงกับวันแรม ๑ คํ่า เดือน ๘ ของทุกปี หรือราวเดือนกรกฎาคม (หากเป็นปีอธิกมาส ก็จะเลื่อนไปเป็น วันแรม ๑ คํ่าเดือน ๘ หลัง) และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ คํ่าเดือน ๑๑ ราวเดือนตุลาคม  
     
  ๒.ปัจฉิมพรรษา  
 

ปัจฉิมพรรษา คือวันเข้าพรรษาหลัง ตรงกับวันแรม ๑ คํ่า เดือน 9 หลัง หรือราวเดือนสิงหาคม และจะออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ ราวเดือนพฤศจิกายน (ในปัจจุบันไม่มีการเข้าพรรษาแบบนี้แล้ว เพราะจะไม่ได้รับกฐิน เนื่องจากวันปวารณาออกพรรษาเป็นวันสุดท้ายในการทอดกฐิน) ความหมายของวันเข้าพรรษาคือ เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์อธิษฐานว่า จะพักประจำอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนมีกำหนด ๓ เดือน ตามพระวินัยบัญญัติ โดยไม่ไปค้างแรมในที่อื่น ประวัตืความเป็นมาของวันเข้าพรรษ

 
     
  แต่เดิมในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์สาวกอยู่ประจำพรรษา จึงต่างพากันออกเดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อ ทั้งในฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า พวกสมณะศากยบุตร ไม่ยอมหยุดสัญจรแม้ในฤดูฝน ในขณะที่พวกพ่อค้า และนักบวชในศาสนาอื่นๆ ต่างพากันหยุดสัญจรในช่วงฤดูฝนนี้  
     
  การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน ย่อมเหยียบยํ่าข้าวกล้าชาวบ้านได้รับความเสียหาย หรืออาจไปเหยียบยํ่าโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากิน ถึงแก่ความตาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องจึงได้วางระเบียบให้พระภิกษุสงฆ์เข้าอยู่ประจำที่ ตลอดระยะเวลา ๓ เดือนแห่งฤดูฝน  
     
 

ภิกษุสงฆ์ที่อธิษฐานเข้าพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่น นอกเหนือจากอาวาส หรือที่อยู่ของตนไม่ได้แม้แต่คืนเดียวหากไปแล้วไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือก่อนวันรุ่งสว่าง ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นขาดพรรษา แต่หากมีกรณีจำเป็น ๔ ประการต่อไปนี้ ภิกษุผู้อยู่พรรษาสามารถกระทำสัตตาหกรณียะคือ ไปค้างที่อื่น โดยไม่ถือว่าเป็นการ ขาดพรรษา แต่ต้องกลับมาในระยะเวลา ๗ วันคือ
๑.ไปรักษาพยาบาลพระภิกษุหรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
๒.ไประงับไม่ให้พระภิกษุสึก
๓.ไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์เช่น ไปหาอุปกรณ์มาซ่อมแซมวัด ซึ่งชำรุดในพรรษานั้น
๔.ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขา

 
     
 

ภิกษุสงฆ์ที่อธิษฐานเข้าพรรษาแล้วจะไปค้างแรมที่อื่น นอกเหนือจากอาวาส หรือที่อยู่ของตนไม่ได้แม้แต่คืนเดียวหากไปแล้วไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือก่อนวันรุ่งสว่าง ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นขาดพรรษา แต่หากมีกรณีจำเป็น ๔ ประการต่อไปนี้ ภิกษุผู้อยู่พรรษาสามารถกระทำสัตตาหกรณียะคือ ไปค้างที่อื่น โดยไม่ถือว่าเป็นการ ขาดพรรษา แต่ต้องกลับมาในระยะเวลา ๗ วันคือ
๑.ไปรักษาพยาบาลพระภิกษุหรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
๒.ไประงับไม่ให้พระภิกษุสึก
๓.ไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์เช่น ไปหาอุปกรณ์มาซ่อมแซมวัด ซึ่งชำรุดในพรรษานั้น
๔.ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขา

 
     
  ในการอธิษฐานเข้าพรรษา ณ วัดหรือที่ใดที่หนึ่ง หากมีเหตุจำเป็น ๕ ประการต่อไปนี้ ภิกษุไม่ต้องอาบัติ แม้จะไปอยู่ที่อื่น ได้แก่
๑.ถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น วิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกนํ้าท่วม
๒.ชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป อนุญาตให้ไปกับเขาได้ หรือชาวบ้านแตกเป็น ๒ ฝ่ายให้ไปกับฝ่ายที่มีศรัธาเลื่อมใส
๓.ขาดแคลนอาหารหรือยารักษาโรค
๔.มีผู้เอาทรัพย์มาล่อ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้หนีไปเสียให้พ้น
๕.ภิกษุสงฆ์แตกกันหรือมีผู้พยายามทำให้ภิกษุสงฆ์ในวัดแตกกันให้ไปเพื่อหาทางระงับได้
 
     
     
  เว็บมาสเตอร์ : amnad2552@hotmail.com